ช่วยลูกก้าวข้ามความรู้สึกแปลกแยก

ช่วยลูกก้าวข้ามความรู้สึกแปลกแยก

สักครั้งหนึ่งในชีวิต เชื่อว่าคนส่วนใหญ่น่าจะเคยมีความรู้สึกแปลกแยกกับสังคมรอบตัว อาจจะในที่ทำงาน ที่บ้าน กลุ่มเพื่อน ฯลฯ ซึ่งหากจะว่าไปแล้วความรู้สึกแปลกแยกนั้น เป็นอารมณ์ความรู้สึกตามปกติที่มนุษย์ทุกคนอาจมีได้ เนื่องด้วยมนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราจึงต้องการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรบางอย่างอยู่เสมอ แต่เมื่อเราพยายามมากเกินไป ก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า รู้สึกว่าตนเองไม่เข้าพวก จนกลายเป็นความรู้สึกแปลกแยกขึ้นมาได้

โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่อายุอยู่ในช่วง 9-12 ปี ไปจนถึงวัยรุ่น ความรู้สึกแปลกแยก อาจรุนแรงมากกว่าวัยอื่น ๆ หากไม่ได้รับคำแนะนำ และการดูแลที่เหมาะสมก็อาจกลายเป็นปมปัญหาที่ติดตัวไปจนโต และทำให้เกิดโรคซึมเศร้าได้ค่ะ 

ไม่ปลอดภัย เมื่อไม่เข้าพวก

“แม่ค่ะ เพื่อนผู้หญิงในห้องไม่ชวนหนูไปกินไอติมด้วย พวกเขาบอกว่าหนูแต่งตัวเชยเกินไป” ลูกสาวกลับมาบ้านด้วยอารมณ์ซึมเศร้า บอกกล่าวสิ่งที่เกิดขึ้นให้แม่ฟัง

“เพื่อน ๆ ยังบอกอีกว่าหนูเป็นเด็กเนิร์ด” พูดจบสาวน้อยก็นั่งก้มหน้าเศร้า

เมื่อลูกเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น พ่อแม่ผู้ปกครองจะเริ่มสังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ มีความพยายามบางอย่างที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้เหมือนเพื่อน ๆ เพื่อที่จะเข้ากลุ่มกับเพื่อนได้ สิ่งเหล่านี้เป็นพัฒนาการตามวัย โดยเฉพาะในช่วงอายุ 9-11 ปี

เด็ก ๆ จะเริ่มเปรียบเทียบบุคลิก ท่าทาง ความชอบ ลักษณะนิสัย ของเพื่อน ๆ วัยเดียวกัน จนทำให้เกิดการแบ่งกลุ่ม ที่พบได้บ่อยในโรงเรียน เช่น กลุ่มเน็ตไอดอล กลุ่มนักกีฬา กลุ่มเด็กเรียน กลุ่มเด็กเนิร์ด ฯลฯ แต่แม้ว่าเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเรื่องปกติตามวัย แต่ก็ใช่ว่าเด็กทุกคนจะผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ง่าย ๆ

ธรรมชาติของวัยรุ่น เพื่อนจะมีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และการกระทำค่อนข้างมาก เมื่อได้เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่พวกเขายอมรับ จึงทำให้เด็ก ๆ มีความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ดังนั้น หากลูกบอกเราว่าเขารู้สึกไม่เข้าพวก อีกนัยหนึ่งอาจตีความได้ว่าเขากำลังรู้สึก “ไม่ปลอดภัย”

ความรู้สึกไม่ปลอดภัยที่ว่านี้ มีต้นตอมาจากความรู้สึกว่าพวกเขาแปลก และไม่เหมือนเพื่อน ทำให้พวกเขาเปราะบางและอ่อนไหว ดังนั้น ก่อนที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะพูดอะไรออกไป อาจต้องคิดและระมัดระวังคำพูดให้ดี ๆ เพื่อที่จะไม่ซ้ำเติมลูกค่ะ ว่าแล้วเราลองมาดูวิธีช่วยลูกก้าวข้ามความรู้สึกแปลกแยกกันค่ะ

ระงับอารมณ์ อย่าเล่นใหญ่

ความสงบของพ่อแม่จะช่วยคลายความกังวลของลูกได้ค่ะ เพราะฉะนั้นหากลูกมาปรึกษา หรือเมื่อคุณสังเกตเห็นว่าลูกอาจมีปัญหาเข้ากับเพื่อน ๆ ไม่ได้ แม้คุณจะโกรธ หรือกังวลที่ไม่อาจช่วยลูกได้ แต่ก็ควรควบคุมอารมณ์ อย่าแสดงอาการมากเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกเครียดมากกว่าเดิมค่ะ บ่อยครั้งที่พ่อแม่ผู้ปกครองรู้สึกว่าตัวเองปกป้องลูกไม่ได้ แต่อยากขอให้คุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครอง ลองปรับมุมมองใหม่ค่ะ ว่าการปกป้องลูก อาจไม่ได้หมายความว่าคุณต้องไปคุยกับแก๊งเด็กนักเรียนเพื่อให้พวกเขายอมรับลูกของคุณ แต่อาจหมายถึงการปกป้องลูกจากอารมณ์เชิงลบ และคำพูดที่คุณพลั้งเผลออกมาด้วยความเป็นห่วง ว่าแล้วตั้งสติให้ดี ค่อย ๆ ฟัง และทำความเข้าใจลูก ก่อนให้คำแนะนำค่ะ

เป็นผู้ฟังที่ดี และให้ความเข้าใจ

เอาล่ะค่ะ! หลังจากตั้งสติได้แล้ว หน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองตอนนี้คือเป็นผู้ฟังที่ดีค่ะ ในขั้นตอนนี้ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ควรตระหนักว่า การที่เด็ก ๆ เล่าปัญหาให้เราฟัง นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ ควรระวังที่จะไม่แสดงสีหน้า ท่าทาง หรือเอ่ยคำพูดที่ส่อไปในทางว่าปัญหาของพวกเขาไม่สำคัญ เพราะสำหรับเด็กวัยนี้ นี่คือเรื่องใหญ่ของพวกเขา หลังจากลูกเล่าจบ คุณอาจบอกว่า “สิ่งที่ลูกเผชิญอยู่ตอนนี้บางครั้งก็เกิดขึ้นกับวัยรุ่นได้ แม่ก็เคยผ่านมาก่อน แม่เข้าใจว่าความรู้สึกนี้มันเจ็บปวดยังไง” หรือ “ลูกคงรู้สึกเศร้ามากเลยใช่ไหม แม่ดีใจนะที่ลูกแบ่งปันความรู้สึกนี้กับแม่” การพูดย้ำความรู้สึกของลูกและแสดงความเข้าอกเข้าใจ จะช่วยทำให้เด็ก ๆ รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้เผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง และอย่างน้อยเขาก็ไม่ได้แปลกแยก เพราะพ่อแม่ก็เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน

สอนลูกประเมินสถานการณ์

การประเมินสถานการณ์เป็นทักษะทางสังคมข้อหนึ่งที่เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ คุณควรสอนลูกให้ลองสังเกตว่าเพื่อนกลุ่มไหนที่มีท่าทีไม่เป็นมิตร หรือหาเรื่องแกล้งอยู่เสมอ หากมีสถานการณ์เช่นนี้ ลูกควรหลีกเลี่ยงกลุ่มคนเหล่านั้น สอนให้ลูกเชื่อสัญชาตญาณตัวเอง หากรู้สึกว่ากลุ่มเพื่อนที่อยากรู้จัก มีท่าทางไม่ต้อนรับ หรือทำให้ลูกรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง ลูกควรถอยออกมา แล้วค่อย ๆ ลองสังเกตว่าเพื่อนคนไหนที่น่าจะเข้ากันได้ดี พอจะทำความรู้จัก และสนิทสนมได้ อาจเริ่มจากเพื่อนที่นั่งข้าง ๆ หรือเพื่อนที่กลับบ้านทางเดียวกัน เป็นต้น

ใช้คำพูดเชิงบวก

เมื่อลูกวัยรุ่นไม่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มเพื่อน เขาจะรู้สึกเหมือนถูกทอดทิ้ง เกิดความกังวล ตื่นตระหนก และอาจไม่สามารถควบคุมความคิดของตัวเองให้แก้ไขสถานการณ์ได้ พ่อแม่ผู้ปกครองช่วยเด็ก ๆ ได้ด้วยการสอนให้ลูกรู้จักวิธีการใช้คำพูดเชิงบวกกับตัวเอง เช่น หากเพื่อนบอกว่าลูกแต่งตัวเชยเกินไป คุณอาจบอกกับลูกว่า

“ไม่ใช่ปัญหาของลูกเลยที่เพื่อนไม่ชอบชุดที่ลูกใส่ นี่เป็นปัญหาของพวกเขาต่างหาก สิ่งที่เพื่อนพูดคงทำให้ลูกรู้สึกแย่ใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วลูกดูดีอยู่แล้วนะ และแม่ก็รักลูกไม่ว่าลูกจะใส่ชุดอะไร”

การพูดเช่นนี้ช่วยให้ลูกมองเห็นปัญหาได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังทำให้เด็ก ๆ รับรู้ว่าเขาเป็นที่ยอมรับของพ่อแม่เสมอหลังจากนั้นอาจแนะนำลูกว่า ครั้งต่อไปหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ลองบอกกับตัวเองในใจว่า นี่ไม่ได้เป็นปัญหาของเราสักหน่อย เป็นปัญหาของพวกเขาต่างหาก หรือ สอนให้ลูกบอกกับตัวเองว่า เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หากพวกเขาจะไม่ชอบ ก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ และเราไม่ใช่เด็กคนเดียวในโรงเรียนที่เจอปัญหานี้

การขอความช่วยเหลือ ไม่เท่ากับ ฟ้อง

บ่อยครั้งที่เด็ก ๆ ยอมถูกแกล้ง ถูกล้อเลียน เพียงเพราะไม่ต้องการถูกเพื่อนล้อว่าเป็นคนขี้ฟ้อง ซึ่งจะยิ่งทำให้ลูกรู้สึกแปลกแยกจากเพื่อน ๆ มากขึ้นอีก ในกรณีนี้พ่อแม่ควรแนะนำลูกหลานว่า การขอความช่วยเหลือกับการฟ้องนั้นไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเพื่อนทำให้ลูกรู้สึกแย่กับตัวเอง มีอาการซึมเศร้า หรือโดนทำร้ายไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ การบอกให้ผู้ใหญ่รับรู้เป็นเรื่องจำเป็น ลองให้ลูกบอกคุณครูเพื่อหาทางแก้ไข แต่ถ้ายังไม่ดีขึ้น คุณอาจบอกลูกว่า “สิ่งที่ลูกทำถูกต้องแล้ว แต่เดี๋ยวแม่จะลองปรึกษากับคุณครูอีกทีว่าเราจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไรบ้าง” สิ่งสำคัญก็คือ พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรถามลูกก่อนว่า “วิธีการไหนจะดีสำหรับลูกที่สุดในตอนนี้” หากลูกบอกว่าจะลองแก้ปัญหาเอง ควรเคารพการตัดสินใจของพวกเขา แต่หากคุณรู้สึกว่าปัญหาที่ลูกเผชิญส่งผลต่อร่างกายและจิตใจของลูกมากเกินไป คุณควรบอกลูกว่า แม่จำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วย ทั้งนี้ ไม่ควรทำอะไรโดยพละการ โดยที่ไม่ได้บอกลูกก่อน

ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ลูกก้าวข้ามความรู้สึกแปลกแยกได้ก็คือ สายสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวค่ะ เด็ก ๆ ที่มีพ่อแม่ ผู้ปกครองดูแลเป็นหลักในชีวิต ทำให้พวกเขารู้สึกมั่นคงปลอดภัย มีแนวโน้มว่าจะก้าวข้ามความแปลกแยกได้ง่ายกว่า เพราะเด็ก ๆ กลุ่มนี้รู้ดีว่าพวกเขาเป็นที่รัก และได้รับการยอมรับจากครอบครัว ในทางกลับกัน เด็กกลุ่มที่ไม่ได้รับความรักมากพอ ถูกละเลย ทอดทิ้ง ทำให้ขาดความมั่นคงทางอารมณ์ เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็จะพยายามหาที่ยึดเหนียว อาจเป็นกลุ่มเพื่อนที่เขามองว่าดี และอยากทำตาม จึงพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองทุกอย่างเพื่อให้เข้ากลุ่มได้ แต่ยิ่งพยายามในใจก็ยิ่งรู้สึกแปลกแยก จนทำให้เกิดปัญหาโรคซึมเศร้าตามมาในที่สุด ดังนั้น การให้เวลา ใส่ใจ และให้ความรักอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่แบเบาะ จะเป็นเกราะป้องกันความรู้สึกแปลกแยกในใจให้ลูกได้เมื่อเขาเติบโต 

มาร่วมเรียนรู้กับ Starfish Labz

แหล่งเรียนรู้และชุมชนออนไลน์เพื่อนักการศึกษาและผู้ปกครอง

ลงทะเบียน

Related Courses

การเลี้ยงลูกที่มีความต้องการพิเศษ
ด้านความสัมพันธ์ การรู้จักตนเอง การบริหารจัดการตนเอง การรู้จักสังคม
basic
2:00 ชั่วโมง

เรียนรู้และเข้าใจเด็กแอลดี

เด็ก LD คือ เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ การรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสม อาจช่วยให้ผู้ป่วยพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ได้อย่างเต็ม ...

Starfish Academy
Starfish Academy
เรียนรู้และเข้าใจเด็กแอลดี
Starfish Academy

เรียนรู้และเข้าใจเด็กแอลดี

Starfish Academy
4.9 (11 ratings)
หลักการใช้ชีวิต
ด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ด้านความสัมพันธ์ การรู้จักสังคม
basic
2:00 ชั่วโมง

สอนคุณธรรมให้ลูก พ่อแม่ก็ทำได้

คุณธรรมเป็นพื้นฐานทางจิตใจ นำไปสู่การกระทำที่ดีและถูกต้อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสร้างให้เด็กพร้อมที่จะเผชิญโลก และสังคมปัจจุ ...

ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง
ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง
สอนคุณธรรมให้ลูก พ่อแม่ก็ทำได้
ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง

สอนคุณธรรมให้ลูก พ่อแม่ก็ทำได้

ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง
4.8 (22 ratings)
การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ
ด้านการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม การรู้จักตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

แนะนำหลักสูตร well being

คอร์สเรียนนี้จะชวนให้ทุกคน กลับมาดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตของเด็กๆ กันนะคะ เพราะทั้งสองเรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์โดยตรง ...

Starfish Academy
Starfish Academy
แนะนำหลักสูตร well being
Starfish Academy

แนะนำหลักสูตร well being

Starfish Academy
4.6 (11 ratings)
การเลี้ยงลูกที่มีความต้องการพิเศษ
การรู้จักตนเอง การบริหารจัดการตนเอง
basic
2:00 ชั่วโมง

การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก

เรียนรู้เกี่ยวกับพัฒนาการด้านต่างๆของเด็กออทิสติก เพื่อให้เป็นตัวช่วยในการออกแบบกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กกลุ่มนี้

Starfish Academy
Starfish Academy
การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก
Starfish Academy

การส่งเสริมทักษะเด็กออทิสติก

Starfish Academy
4.9 (17 ratings)
1480 ผู้เรียน

Related Videos

ตอนที่ 6 อยากให้ลูกโต้ตอบ ทำอย่างไร VERBAL COMMUNICATION
12:08
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 6 อยากให้ลูกโต้ตอบ ทำอย่างไร VERBAL COMMUNICATION

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
131 views • 6 ปีที่แล้ว
ตอนที่ 4 เล่นให้ได้ใจ INTERACTION
13:50
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 4 เล่นให้ได้ใจ INTERACTION

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
140 views • 6 ปีที่แล้ว
น้องมาวิน นักแข่งมอเตอร์ไซด์รุ่นจิ๋ว
03:46
Starfish Academy

น้องมาวิน นักแข่งมอเตอร์ไซด์รุ่นจิ๋ว

Starfish Academy
1636 views • 5 ปีที่แล้ว
ตอนที่ 5 ชวนลูกสื่อสาร แก้ปัญหา NONVERBAL COMMUNICATION
14:28
สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล

ตอนที่ 5 ชวนลูกสื่อสาร แก้ปัญหา NONVERBAL COMMUNICATION

สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล
150 views • 6 ปีที่แล้ว